.

เข้าสู่ปีที่ 8 UnityNature.com

unitynature8

ตลอดระยะเวลา 7 ปีที่ผ่านมา มีเรื่องราวน่าตื่นเต้นมากมาย  แค่อยากจะบอกความรู้สึกในตอนนี้ว่า…เมื่อระยะเวลาผ่านไป เราจะเริ่มไม่สนุกกับการเขียนบล็อก เพราะคนอ่านน้อย  ไม่แปลกใจที่บล็อกเกอร์หลายๆ ท่านยุติการเขียนลง เข้าสู่ปีที่ 8 มันดูเหมือนยิ่งใหญ่ ทว่า…ก้าวต่อไป มันจะเงียบเหงายิ่งขึ้นหรือไม่ ผมก็ตอบไม่ได้เหมือนกัน  เอาหน่า…คิดซะว่า ที่นี่คือที่ที่สงบ ผ่อนคลายๆ 55555

เพื่อน…ช่วยเราได้ ในยามเข้าตาจน

“ผมรู้จักคำว่า เพื่อน ตอนเรียนประถมศึกษาปีที่ 3 และจำเหตุการณ์วันที่วิ่งหนีคุณครู…วิชาลูกเสือได้ราวกับพึ่งเกิดขึ้นเมื่อวาน อนิจจังแค่คุณครูมองเห็นสันหลังก็รู้แล้วว่าเป็นนักเรียนคนไหน ตราแห่งความผิดครั้งใหญ่ที่ผมทำให้ผองเพื่อนที่ผมนำขบวนพาหนีเรียน ต้องถูกพิจารณาบทลงโทษโดยการตีด้วยไม้เรียวคนละ 1 ครั้ง ส่วนผมในฐานะหัวโจกได้รับสิทธิพิเศษจัดไป 3 ครั้งเน้นๆ”

ความรู้สึกเจ็บ ผิด และละอายแก่ใจที่เกิดขึ้น…กล่าวคือ..ไม้เรียวทำให้ผมรู้ว่าการเล่นจริงเจ็บจริงเป็นอย่างไร…ไม่ได้รู้สึกโกรธครูแม้แต่น้อย ไม่ได้รู้สึกเสียใจอะไรมากมายนักตามวิสัยเด็กบ้านนอกไม่รู้ผิดชอบชั่วดี อาจจะด้วยเราเล่นซ่อนหาจนชิน ครูจับได้บ้างมองไม่เห็นบ้างก็ถือเป็นเรื่องธรรมดา แต่สิ่งที่ย้ำเตือนในใจผมเสมอมาคือ…การดึงเพื่อนไปในทางที่ไม่ถูกต้องนั้นคงไม่ใช่เรื่องดีแน่ๆ

หัวหน้าห้อง และประธานนักเรียน

ในยุคแย่งชิงอำนาจ…นักเรียนคนไหนที่เรียนดี เรียนเก่ง กิจกรรมเจ๋ง คงไม่วายที่จะได้รับคัดเลือกเป็นหัวหน้าห้อง หากโชคดีมากกว่านั้นก็มักจะขึ้นแท่นประธานนักเรียนตามระบบการเลือกตั้ง หากย้อนกลับไปมองภาพในอดีตจะพบว่า การแข่งขันเริ่มต้นตั้งแต่เราเริ่มหายใจ เพียงแต่หลายๆ เหตุการณ์เกิดขึ้นในมุมมืดเป็นส่วนใหญ่ หากแต่เราสนใจการเล่นสนุกจนลืมมองสิ่งที่เกิดขึ้นนั่นเอง ผมเชื่อว่าทุกคนเคยมีวัยเด็ก ตอนนั้นเราคิดเพียงว่า…จะไปเล่นที่ไหน มีเงื่อนไขเพียงข้อเดียว คือ จะต้องกลับบ้านก่อนมืดค่ำ ทว่า ตำแหน่งอันทรงเกียรติหัวหน้าห้องและประธานนักเรียน ที่คุณครูเชื่อมั่น มวลเพื่อนๆ น้องๆ ต่างจ้องมองเพื่อเป็นแบบอย่าง ไม่ว่าเราจะอินดี้ไม่แคร์สายตาใครก็ตามที่ ยังไงเสียวิถีการลอกเลียนแบบก็มักจะเกิดขึนกับรุ่นน้องเสมอๆ

ว่าด้วยผลประโยชน์จึงคบหา

ผมเชื่อเรื่องสัมผัส และแรงดึงดูด การที่คนเราจะเป็นเพื่อนกันได้นั้นจะต้องมีบางสิ่งที่คล้ายกัน เช่น แนวคิด ความชอบ ความถนัด ฤ ความเพ้อฝัน ถึงแม้เราจะมักยกความดีความชอบให้น้องบังเอิญก็ตามที…แต่สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ…อะไรที่มันใช่มักจะสัมผัสได้ตั้งแต่แรกพบ

คำว่า “เพื่อน” ก็เช่นกัน สิ่งที่คนส่วนใหญ่่เรียนรู้ และเฝ้ามองหาถัดจากการยกมือไหว้ คือ การหวังผลประโยชน์กับอีกฝ่าย ซึ่ง มันมีความใกล้เคียงกับคำว่า พึ่งพาอาศัยกันมากๆ ยกตัวอย่าง ในชีวิตของการทำงานในชีวิตประจำวัน เราต้องยอมรับว่า…เรามักจะมีสิ่งที่ตนเองชอบและถนัด และแน่นอนจะต้องมีสิ่งที่ตนเองเกียจ และสามารถลงมือทำได้แบบทุลักทุเล แต่เดี๋ยวก่อน…จะดีแค่ไหน? ถ้าหากเรามีเพื่อนที่เข้าใจ และยินดีช่วยเหลือเราในสิ่งที่เราไม่ถนัด…ภาพความสำเร็จที่เกิดขึ้น มันช่างเปรี้ยวหวานดั่งหมากเม้าที่กำลังสุกเต็มต้น จริงไหม? ครับ

เพื่อนหาง่ายเสียที่ไหน

มีคนเคยกล่าวไว้ว่า…เพื่อนกินนั้นหาง่าย เพื่อนตายนั้นหายาก ปัจจุบันอาจจะใช้ไม่ได้เสมอไป เพราะหากเราไม่สามารถก้าวผ่านประตูใจของผู้คนแล้ว ไม่ว่าเราจะมีเงินล้นฟ้า ก็ไร้ซึ่งคนนั่งกิน นั่งดื่ม เป็นเพื่อน…ถ้าให้ลองไล่เรียงดูเพื่อนแท้ ผมมีน้อยมากๆ (นิยามคำว่า เพื่อนแท้ ของผมคือ ไม่ทิ้งเรายามลำบาก และมักจะเข้ามาช่วยเราในยามคับขัน) เป็นสิ่งที่น่าแปลกมากๆ เช่น ตอนเรียน ม. ปลาย ผมไม่มีเพื่อนแท้เลย (อาจเพราะความสัมผัสในเชิงออนไลน์ในอดีตมีน้อย) ตอนเรียนมหาวิทยาลัยผมกลับมีเพื่อนแท้อยู่ต่างคณะ ต่างจังหวัด ต่างภาคกัน (คนที่เรียนรู้สิ่งเดียวกัน มักจะไม่มีความสุขหากคนอื่นประสบความสำเร็จมากกว่า น่าแปลกเนาะ) พอมาถึงช่วงเวลาทำงานโอกาสในการหาเพื่อนแท้มีน้อยมากๆ จะมีก็เพียงคำว่า “เพื่อนร่วมงาน” มันไม่ง่ายเลยใช่ไหมครับ แต่เชื่อเถอะครับว่า…มีอยู่จริง เพียงแต่จะต้องใช้ระยะเวลาเข้ามาเป็นดัชนี (พูดเหมือนนิยามความรักเลยเนาะ)

ทำไมจะต้องมีเพื่อนแท้

3 เหตุผลที่ควรมีเพื่อนแท้ (หรือคนที่ช่วยเหลือเราด้วยความเต็มใจ)

1. คอยเก็บรายละเอียดการกระทำของเรา และเสนอแนะอย่างตรงไปตรงมา
2. สังเกตการณ์…เมื่อช่วงเวลาคับขัน มักจะมีเพื่อนเดินเข้ามาถามว่า…ให้ช่วยอะไรไหม? เสมอๆ
3. นั่งผ่อนคลายเมื่องานสำเร็จ (การ์ตูนนินจาเต่า…หัวหน้าทีมมักพูดว่า ชอบมากเลยบรรยากาศตอนงานสำเร็จ)

ท้ายที่สุด…มันคงเป็นเรื่องที่ไม่ง่าย และไม่ยากลำบากมากนัก หากเราจะเริ่มเรียนรู้ ทำความเข้าใจ ความรู้สึกนึกคิดของผู้คนรอบตัว มันติดเพียงว่าเราอยากจะสร้างโอกาสให้กับตนเองหรือไม่ เชื่อเถอะครับว่า…เพื่อน ช่วยเราได้จริงๆ เมื่อเข้าตาจน (เรามาเป็นเพื่อนกันเถอะครับ) 55555

ผลึกพลัง ณ วงเฮฮา

แว่วเสียงสนทนา…ทุ้มต่ำสลับแหลมใสของกลุ่มวัยรุ่น ผู้หลักผู้ใหญ่ ในอดีต…มันช่างแลดูไร้สาระเสียยิ่งกระไรในแนวคิดของเด็กน้อยผู้ไร้เดียงสา แต่มาวันนี้…คนที่อยู่เพียงลำพัง เหงาๆ แม้ว่า…จะแลดูอินดี้ก็ตามที แต่เขาเหล่านั้นกลับแลดูน่าสงสารยิ่งนัก

จุดเริ่มต้น คือ สนทนา

การเรียนรู้ด้วย สุ จิ ปุ ลิ ที่เราจดจำได้อย่างแม่นยำยังคงเป็นสิ่งที่จำเป็น ทว่าหากเรามองย้อนกลับมานั่งมองกลไกการเรียนรู้ของสมองเราในอดีต เราจะพบว่า…การพูด การแสดงออกของเด็กนักเรียนบ้านนอกนั้นมีน้อยมากๆ ส่วนใหญ่มักจะเน้นหนักไปที่การเรียนรู้ การอ่าน การเขียน และการทำข้อสอบให้ได้คะแนนระดับต้นๆ เสียมากกว่า

คงเก่ง หรือ คนขยัน


คนทั้งสองรูปแบบมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง ผมมีเพื่อนที่เป็นคนเก่งเยอะแยะมากมาย แต่ผมมีเพื่อนที่เป็นคนขยันน้อยมาก กล่าวคือ เพื่อนที่เป็นคนเก่ง เราแทบไม่เห็นเขาอ่านหนังสือ ท่องตำหรับตำราเลย ในขณะที่คนขยัน ไม่ว่าเขาจะทำอะไรก็มักจะมีหนังสืออยู่ข้างกายเสมอ…ผลลัพธ์ที่ได้ไม่มีความแตกต่างกันมากนัก บ่อยครั้งที่คนเก่งมักจะได้คะแนนระดับต้นๆ ในขณะที่คนขยันเกือบจะสอบไม่ผ่าน กระนั้น

การพูดสะท้อนความเชื่อมั่น ในขณะที่การกระทำสร้างความมั่นใจ

ผมเคยมีประสบการณ์อย่างหนึ่ง…ที่น่าสนใจมาก ในประเด็นของการพูดที่สะท้อนความเชื่อมั่น เชื่อว่าคนที่กำลังยืนพูดอยู่เบื้องหน้าทุ่มเทกายใจทำงานอย่างหนักกว่าจะได้มาซึ่งผลงานเชิงประจักษ์ ถึงแม้ความจริงจะเป็นอีกคนหนึ่งที่ทำผลงานทั้งหมดก็ตามที การนำเสนอสำหรับบุคคลที่ไม่ได้ฝึก ไม่ได้เรียนรู้อย่างเป็นหลักเป็นการณ์ โดยส่วนใหญ่ล้วนแล้วอาศัยพรสวรรค์ผนวกกับบุคลิกส่วนตัวล้วนๆ ยกตัวอย่าง คนที่นำเสนอชัดถ้อยชัดคน แววตามุ่งมุ่น แต่งตัวดี มักจะโน้มน้าวใจผู้ฟังได้อย่างน่าสนใจ แม้ว่าผลงานชิ้นนั้นเขาจะพึ่งอ่านก่อนนำเสนอเพียงไม่กี่นาทีก็ตามที แต่เราสามารถแยกผู้คนสองกลุ่มนี้ออกจากกันได้อย่างง่ายดาย ด้วยวิธีละลายพฤติกรรม…

ก่อนเข้าสู่บทเรียน 5 นาที

ตารางการเรียนรู้ เราคงไม่ต้องมองหลักวิชาการอะไรมากมายนัก เราก็สามารถสัมผัสและตอบได้ว่าในกระบวนการเรียนรู้นั้นเรามีความต้องการแบบไหน เรียนรู้อย่างไร ยกตัวอย่างให้เห็นภาพอย่างชัดเจน การเดินเรียน การเปลี่ยนห้องเรียน การได้ออกไปศึกษาเรียนรู้ศึกษาดูงานในพื้นที่ ฤ สถานที่จริง มักจะกระตุ้นความสนใจในการเรียนรู้ในตัวของเราให้ลุกขึ้นมาเสพสิ่งใหม่ๆ ได้มากกว่า การนั่งป้อนความรู้ให้กับเราในขณะที่ยังอยู่กับที่ หรือ อยู่ในสถานที่เดิมซ้ำๆ

และสิ่งหนึ่งที่ยังคงมีความสำคัญ (ในความรู้สึกของผม) คือ การนำเสนอ การเล่า การเขียน การแสดง ฯลฯ ก่อนเข้าสู่บทเรียนในช่วง 5 นาทีแรก จะดีแค่ไหน? ถ้าหากว่าเราได้ยิ้ม ได้หัวเราะก่อนที่จะเข้าสู่บทเรียนอันแสนจะปวดหัว ว่าไหมครับ

มติสู่การพัฒนา

ข้อตกลงร่วมในสังคมไม่ว่าจะกลุ่มเล็ก กลุ่มใหญ่ เป็นตัวชี้วัดในการขับเคลื่อนความสำเร็จของงานได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้มีรูปแบบในการพูดคุยกันอยู่ 2 แบบ คือ แบบทางการ และแบบพูดคุยสัพเพเหระ สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นอุปสรรคในการหามติ คือ ความเป็นตัวตนของแต่ละคน การถือประโยชน์ส่วนตน และการเข้าใจบทบาทหน้าที่ สิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดคำถามตามมามากมาย เช่น ฉันทำแล้วจะได้อะไร ทำไปแล้วใครได้ประโยชน์ เสียเวลาฉันเปล่า? คำถามเหล่านี้จะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อผู้นำไม่เคยสนใจเรื่องขวัญกำลังใจ และไม่เคยสนองตอบการช่วยเหลือใดๆ ให้แก่กันเลย (ว่ากันง่ายๆ คือ คุณไม่เคยช่วยฉัน…ฉันจะช่วยคุณทำไม)

ดังนั้น มติที่เกิดจากการพูดคุยกันนั้น…ไม่จำเป็นจะต้องพูดคุยผ่านไมโครโฟนเสมอไป ยิ่งในปัจจุบันด้วยแล้ว การพูดคุยที่ไม่ซับซ้อนมาก ก็สามารถพูดคุยในกลุ่ม Line ได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องให้อีกฝ่ายเดินทางไกลเพื่อมาตกลงมติเพียงมติเดียว

ผลึกพลัง ณ วงเฮฮา

ความใส่ใจในความสะดวกของแต่ละบุคคล ระยะเวลา ความถี่ และโอกาสที่เอื้ออำนวย ล้วนแล้วเป็นปัจจัยเสริมให้เกิดประสิทธิภาพในวงสนทนาทั้งนั้น ยกตัวอย่าง ถ้าหากมีเพื่อนคนหนึ่งชวนไปสังสรรค์ โดยกำหนดเวลาเริ่ม และเวลากลับที่ชัดเจน (นั่นหมายความว่า เขาใส่ใจเราว่า เรามีเงื่อนไขเรื่องเวลา)

เมื่อเวลาเวียนผ่านซ้ำๆ ระดับความเหนียวแน่นจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ แม้ว่าผู้คนในวงสนทนาจะต่างฝ่ายต่างหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาจิ้มๆ ไม่ค่อยได้พูดคุยกันก็ตาม แต่สามารถสัมผัสแววตา ท่าทาง และสิ่งที่คนในกลุ่มกำลังวิตกกังวลได้โดยที่เราก็ไม่รู้ตัว

ท้ายที่สุด…ผลึกพลัง ณ วงเฮฮา เป็นความสำเร็จที่สามารถขับเคลื่อนได้ทุกงาน และมันไม่ใช่สิ่งใหม่ ไม่ใช่เรื่องยาก และที่สำคัญต้นทุนการสร้างต่ำมากๆ เพราะเครือข่ายในวงสนทนาของเราล้วนแล้วยินดีแชร์ทุกสิ่งทุกอย่างในรูปแบบของการมีส่วนร่วม นั่นเอง…

แล้วคุณละ…มีวงเฮฮา เป็นของตนเองแล้วหรือยัง ถ้ายังไม่มีก็เฮฮาในบล็อกแห่งนี้ไปก่อนก็แล้วกันนะครับ 5555

ปีที่ 9 ค่ำคืนก่อนการประเมินงาน 2-58

เอนกายเหมบลงบนเตียง…ห้องปรับอากาศเย็นฉ่ำ พร้อมกับคอมพิวเตอร์วางตักคู่ใจ ดวงตาเหลือบมองเวลาตรงมุมล่างขวาตัวเลขที่ปรากฎ 23.12 น. ตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องราวฮ้วงหนึ่งของชีวิตนักวิชาการสาธารณสุขให้แล้วเสร็จก่อน 0.00 น. (ผมจะบอกท่านทำไมก็งงเหมือนกัน)


สำหรับการเตรียมความพร้อมในการประเมินงานสาธารณสุข รอบที่ 2/2558 ในครั้งนี้ รายละเอียดการประเมินก็ไม่ได้มีอะไรแปลกใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงไปจากเมื่อปี พ.ศ. 2550 เมื่อครั้งที่ผมพึ่งจบการศึกษาหมาดๆ มากนัก สิ่งที่ผมสัมผัสว่ามันมีพัฒนาการขึ้น คือ ความเข้าใจงาน เข้าใจหลักการ และที่สำคัญเข้าใจว่าผู้ประเมินอยากเห็นอะไรเสียมากกว่า (สิ่งที่ผมพูดถึง ไม่ได้หมายถึง ประสิทธิภาพ และประสิทธิผลด้านการทำงานนะครับ)

ยุคสารสนเทศ

ต้องยอมรับครับว่า…ระบบสารสนเทศในปัจจุบันมันช่างสะดวก รวดเร็ว และมากด้วยประสิทธิภาพ หากเราใช้อย่างถูกต้องตามสิ่งที่มันควรจะเป็น ไม่ต้องแปลกใจที่หน่วยงานต่างๆ ประกาศรับสมัครงานผู้ที่สามารถพัฒนาระบบโปรแกรมได้ หรือที่เรารู้จักในนาม “โปรแกรมเมอร์” นั่นเอง แต่อย่างไรก็ตาม…ไม่ว่าเราจะมีโปรแกรมเมอร์เก่งกาจสักเพียงใด หากนโยบายไม่สอดคล้องไปด้วยกัน โอกาสที่มรรคผลที่จะเกิดขึ้นก็น้อยลงตามไปด้วย…ยกตัวอย่าง ผู้บริหาร หรือผู้ใช้งานโปรแกรมส่วนใหญ่มักจะกอดคอกันหลงประเด็นว่า…มุ่งผลลัพธ์ของงานนั้นเป็นสิ่งสำคัญที่สด จนบางครั้งลืมถามตัวเองว่า…มองแววตาของคนที่กำลังนั่งป้อนข้อมูลเข้าไปในระบบสักกี่ครั้ง และเขายิ้มสักกี่หนในแต่ละวัน

วงการสาธารณสุข…คงหนีไม่พ้นการพัฒนาโปรแกรมต่างๆ ซึ่งเมื่อก่อนผมเคยคิดว่าโปรแกรมที่เกิดขึ้นจะทำให้เราทำงานในพื้นที่ง่ายขึ้น….แต่ผลลัพธ์ที่ได้เมื่อเทียบกับต้นทุนดูเหมือนจะไม่ไปด้วยกันเท่าไหร่นัก…สิ่งหนึ่งที่อยากจะให้เราชาวสาธารณสุขใช้เวลาในการพูดคุยกับคนพัฒนาโปรแกรมสักนิด คือ สถาปัตยกรรมด้านโปรแกรม…หรือ…การออกแบบโปรแกรม นั่นเอง อย่างที่ท่านทราบดีว่าวงการสาธารณสุขต่างเปิดไฟเขียวให้เหล่าโปรแกรมเมอร์สุดเจ๋ง เข้ามาในระบบงานกันอย่างมากมาย เราดีใจและแอบอมยิ้มว่า…โปรแกรมเมอร์เหล่านี้จะมาช่วยสร้างงาน สร้างโปรแกรมดีดีให้เราได้ใช้งานง่ายๆ สะดวกๆ ลดภาระงาน แต่เปล่าเลยครับ…โปรแกรมเมอร์เหล่านั้นเขากำลังทำงานสารพัดช่างเสียมากกว่า ถ้าเมื่อไหร่ท่านรู้สึกอย่างนี้…คงต้องกลับไปมองนโยบายให้ละเอียดอีกรอบแล้วละครับ…

ความเข้าใจงาน สร้างโอกาส

สิ่งที่เรียกได้ว่าเป็นจุดแข็งของบุคลากรในวงการสาธารณสุขไทยก็คือว่า เรามีคนเก่งๆ เยอะมาก ไม่ว่าจะในเชิงบริหาร เชิงวิชาการ สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนคือ บุคลากรส่วนใหญ่ระดับการศึกษา ป.โท มหาวิทยาลัยชื่อดังการันตีทั้งนั้น แต่คำถามที่คนทำงานอยากจะรู้คือ…เราเข้าใจวิชาการมากกว่าที่จะเข้าใจงานหรือไม่

ผมไม่ได้เรียนจบปริญญาโทหรอกนะครับ…และยังไม่มีเป้าหมายเกี่ยวกับการศึกษา มันอาจจะเป็นช่องแคบที่ทำให้ผมเขียนเรื่องราวในซอกหลืบนี้ขึ้นมาก็เป็นได้ และผมก็รู้สึกยอมรับคำว่า “กบในกะลา” เพราะอย่างน้อยที่สุด…การเป็นกบในกะลาก็มีเวลาช่ว่งหนึ่งในการคิด และออกแบบสิ่งที่เรียกว่า การเข้าใจงานมากขึ้น…ด้วยข้อจำกัดในข้างต้นทำให้เหล่านักสาธารณสุขเองหันมาพัฒนาโปรแกรมขึ้นเองกันอย่างแพร่หลาย…สร้างโอกาสในการแบ่งปัน ถ่ายทอดสู่พื้นที่อื่นมากขึ้นเรื่อยๆ (ระยะเวลาผ่านไปสักพัก…โปรแกรมเมอร์หน้าใหม่เหล่านี้ก็จะถึงจุดอิ่มตัว เพราะไม่ได้ออกแบบด้านสถาปัตยกรรมในการพัฒนาโปรแกรมไว้ล่ว่งหน้านั่นเอง) ผมพูดจากประสบการณ์นะครับ ไม่ได้รู้เรื่องโปรแกรมอะไรกับเขาหรอก นะครับ 5555

นิยามคำว่า เข้าใจงาน ของผมนั้น…มันง่ายเสียยิ่งกว่าอะไร?

มันไม่ได้มีอะไรมากไปกว่าปัจจัยพื้นฐานในการดำรงชีวิตของมนุษย์เลยครับ…การเข้าใจงานของผมก็คือ ออกแบบ วางแผน และดำเนินงานอย่างไรก็ได้ ให้คนทำงานมีความสุข สนุก และรู้สึกปลอดภัย (บนพื้นฐานของแนวทางที่ชัดเจน ไม่ซับซ้อน และอย่าพยายามมโนเองว่า…คนทำงานเขาคงจะเข้าใจเพราะเป็นเรื่องง่ายๆ) ผมจำคำพูดของโปรแกรมเมอร์ท่านหนึ่ง ซึ่งเป็นคนที่เชี่ยวชาญด้านการออกแบบสถาปัตยกรรมโปรแกรมพอสมควร….ท่านกล่าวว่า…แค่คลิ๊กเกิน 3 ครั้ง ก็ยากแล้วสำหรับผู้ใช้งาน

อย่าลืมนะครับว่า…คนที่คิดนโยบาย…ล้วนแล้วแต่จบการศึกษาสูงๆ แต่คนทำงานในระบบจริงๆ เป็นลูกจ้างที่จบ ปวส. ปวช. เสียด้วยซ้ำ ผมไม่ได้หมายความว่า คนที่ไม่จบปริญญาจะทำงานได้ไม่ดีนะครับ แต่ผมกำลังสะท้อนว่า…เด็กที่จบ ม.ปลาย ก็สามารถทำงานได้ หากแนวทางมันชัดเจน…OK ไหมครับ

ปีที่ 9 ของการเตรียมรับประเมินรู้สึกอย่างไร?

แม้ว่า…จะไม่มีใครถาม แต่ผมอยากจะเล่าให้ทุกท่านได้รับทราบว่า…ตลอดระยะเวลาในปีงบประมาณ 2558 นี้ ผมไม่ได้ทำงานอื่นเลยนอกจากการเตรียมรับประเมินจากฝ่ายสนับสนุนในระดับจังหวัด ระดับเขต ระดับกรม (ขาดเพียงระดับประเทศ) คนทำงานในพื้นที่เข้าใจดีว่า…เมื่อประกาศนโยบายออกมาแล้ว ก็จะต้องมีความก้าวหน้าของงาน แต่บางครั้งผมก็คิดว่า…การดำเนินงานด้านสุขภาพนั้น จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องประเมินผลทุกไตรมาส ระยะเวลา 1 ปีงบประมาณสามารถประเมินผลการดำเนินงานได้หรือไม่ในบางกิจกรรม ถ้าเป็นไปได้พื้นที่รับประเมินงานจากทีมระดับจังหวัดก็น่าจะเพียงพอแล้ว…ส่วนพื้นที่ไหนต้องการประเมินระดับเขต ระดับกรม ระดับประเทศ ก็ค่อยส่งจดหมายน้อยหากันเอาเอง (ประชุม ประเมิน ประกวด ลดบ้างเถอะครับ)

แต่การประเมินบ่อยๆ ก็ดีเหมือนกัน ยกตัวอย่างผลพวงของการออกติดตามประเมินผลงานเป็นระยะๆ ทั้งระดับจังหวัด ระดับเขต ระดับกรม ทำให้การเตรียมความพร้อมในการประเมินในปีนี้เสร็จเร็วจนน่าตกใจ เพราะส่วนใหญ่ประเมินเสร็จไปแล้ว ปีนี้ผมกลับบ้านพักก่อน 17.00 น. ในค่ำคืนก่อนวันประเมิน ทั้งๆ ที่เมื่อก่อนเราจะต้องนั่งช่วยกันทำวิดีทัศน์ ทำ power point นำเสนอ เก็บตกงานเล็กๆ น้อยๆ สังสรรค์สนุกเฮฮา ราวกับว่าเป็นงานประจำปี กระนั้น…

ผมกำลังมีความสุขใช่หรือไม่?

ตั้งแต่เริ่มทำงาน…สิ่งที่ผมคิดมาโดยตลอด คือ ทำอย่างไรให้งานมันง่าย และได้ประสิทธิผล แต่ก็ไม่มีโอกาสคิด และวางแผนทำให้สำเร็จสักที เพราะจะต้องทำงานเฉพาะหน้าให้เสร็จไปวันๆ ก่อน ผมอาจจะเกิดมาเพื่อเป็นผู้สร้าง หรือไม่ก็อินดี้เกินไป (ลำพังแค่เขียนบล็อกนานาจิตตังยัง Draft ไว้ตั้งหลายวัน เอิ๊กๆ จะไปสร้างอะไรได้วะนี่) ท้ายที่สุดผมรู้สึกมีความสุขนะครับที่ได้เขียน ส่วนท่านจะมีความสุขเมื่อได้อ่านหรือไม่อันนี้ตัวใครตัวมัน สู้กันต่อไปครับ…(มนุษย์เงินเดือนทุกท่าน)

ประกันร้าน หรือ ประกันศูนย์ดี

tokina

สิ่งที่อยากจะนำเรียนเพื่อนๆ ที่ติดตามอ่านบล็อกแห่งนี้ก็คือว่า บล็อกแห่งนี้ไม่ได้วางโครงสร้าง หรือเขียนเนื้อหาเพื่อปั่นทำอันดับ ฤ สร้างรายได้อะไรมากมาย แต่เป็นเพียงพื้นที่เล็กที่ผมอยากจะบันทึกเรื่องราว ประสบการณ์ในชีวิตต่างๆ เท่านั้น ส่วนจะมีประโยชน์มากน้อยก็ตัวใครตัวมันนะครับ 5555

เอาล่ะครับ…วันนี้มีเรื่องราวที่เรียกว่า “เสียโง่” ก็คงไม่เชิงนัก เรียกว่า…อยากได้มากเกินไปมากกว่า เรื่องมีอยู่ว่าในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ผมเริ่มจริงจังกับงานด้านการถ่ายภาพฟรีแลนซ์มากขึ้น ฝึกฝน เรียนรู้ ในสิ่งที่ตนเองยังไม่รู้อยู่ตลอดเวลา ที่สำคัญผมมีการต่อยอดอุปกรณ์ต่างๆ เพื่อสร้างโอกาสในการสร้างสรรค์ผลงานให้กับลูกค้า นั่นเอง สำหรับเพื่อนๆ ท่านไหนที่มีกล้องอยู่คู่กาย คงพอจะมองภาพแห่งความสุขของคนชอบถ่ายภาพออกใช้ไหมครับ

หนึ่งในอุปกรณ์ที่ผมต่อยอด คือ เลนส์ Tokina 16-28 f2.8 ตลอดช่วง เพื่อนำมาใช้กับกล้องตัวใหม่ของผม คือ Nikon D610 ซึ่งเป็นการขยับตัวเองจากกล้องตัวคูณสู่กล้องฟูลเฟรม

ด้วยความที่อยากได้เลนส์ตัวนี้มาก จึงตัดสินใจ Pre-Order สินค้า (จ่ายเงินไว้แล้วรอของ) เลือกเป็นประกันร้านเพราะเห็นว่าราคาถูกกว่า ประกันศูนย์เกือบสี่พันบาท ที่ร้านจำหน่ายกล้องและอุปกรณ์กล้องในย่านศูนย์การค้าชื่อดังในจังหวัดขอนแก่น หลังจากนั้นประมาณ 2 สัปดาห์ผมก็เดินทางไปรับเลนส์ที่วาดฝันไว้ ด้วยความเร่งรีบ และเช็คเลนส์ไม่ถี่ถ้วน โดยทดสอบการโฟกัสในระยะใกล้ก็คมดี แต่ระยะไกลไม่ค่อยคมเท่าไหร่นัก (ตอนนั้นผมยังไม่รู้จักว่า Back focus เป็นอย่างไร) แม้ว่าจะรับงานถ่ายภาพมาเกือบ 3 ปีแล้วก็ตาม…อีกอย่าง วันรุ่งขึ้นผมก็จะไปเที่ยวทะเลพอดี อยากจะได้เลนส์ตัวนี้ไปถ่ายทะเลกว้างๆ สวยๆ ใสๆ จึงไม่ได้สนใจอะไรมาก จึงตัดสินใจเอาเลนส์ตัวนี้กลับบ้านด้วย…

กลับจากเที่ยวทะเล มาดูภาพในคอมพิวเตอร์

ผลปรากฎว่า…ภาพ Back focus ทั้งหมด แม้ว่าหลายภาพผมจะถ่ายด้วยค่ารูรับแสง f11 โอ้วว…ไม่ได้รู้สึกเครียดอะไร เพราะตอนซื้อทางร้านบอกว่าสามารถเปลี่ยนได้…ผมไม่รอช้ารีบแจ้งร้านทาง FB ว่าจะเข้าไปให้ดูเลนส์ให้ ผู้จัดการร้านก็ยิ้มแย้มต้อนรับเป็นอย่างดี หลังจากทางร้านดูเลนส์และทดสอบเลนส์แล้วว่า เลนส์ติด Back focus จริงๆ ก็บอกว่า…เลนส์ตัวนี้เปลี่ยนไม่ได้นะคะ เพราะตัวเลนส์รหัสข้างๆ เลนส์มันเลือน ต้องส่งซ่อมอย่างเดียวค่ะ ผมก็ไม่ได้ติดใจอะไร ส่งซ่อมก็ส่งซ่อมขอให้เลนส์ที่ผมซื้อมาในราคา 22,000 บาท สามารถใช้งานได้เป็นพอ….

การส่งซ่อมเลนส์ครั้งที่ 1 ก็เริ่มขึ้น ผมรออยู่ประมาณ 2 เดือน ทางร้านไม่เคยติดต่อกลับ ผมได้ติดตามเช็คตลอดเพราะจะต้องใช้เลนส์ถ่ายรับงาน ร้านก็บอกเป็นระยะว่ายังไม่มาค่ะ รออีกนิดนะคะ อย่างนั้นอยู่เรื่อยไป สัปดาห์ถัดมาทางร้านก็แจ้งว่าเลนส์ที่ส่งซ่อมมาแล้วนะ ให้มาทดสอบดู ผมก็ไม่รอช้า วันรุ่งขึ้นรีบดิ่งรถเข้าไปยังร้านเพื่อทดสอบ หมายมั่นว่าจะได้เลนส์ที่สามารถโฟกัสเข้าเป้ากลับมาบ้าน….แต่ผลที่ได้กลับล้มเหลว เลนส์ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง….ร้านแนะนำให้ผมลองขายไปในราคามือสอง แต่ร้านไม่รับซื้อทั้งๆ ที่ติดป้ายตัวโตว่า รับซื้อกล้องและอุปกรณ์กล้องมือสอง (งง)

การส่งซ่อมเลนส์ครั้งที่ 2 : หลังจากที่ผมนำเลนส์กับบ้านไปนอนกอดเล่น เพราะไม่สามารถถ่ายอะไรได้ ประกาศขายก็แล้ว นำไปทดสอบกลับกล้อง FX ตัวอื่นๆ ก็แล้ว ผมก็ไม่ได้ไร้อุดมกาณณ์ขนาดที่จะปล่อยเลน์ Back focus ให้กับเพื่อนที่ใช้กล้องคนอื่นๆ ท้ายที่สุดจึงตัดสินใจกลับไปที่ร้านอีกรอบ คราวนี้ผู้จัดการร้านเริ่มไม่อยากสนใจ ทำสีหน้าไม่ต้อนรับแขก และพูดเสียงแข็งว่า ก็ส่งไปศูนย์แล้วครั้งหนึ่ง…ผมยืนยันที่จะให้ร้านส่งศูนย์ดูอีกครั้ง ทางร้านแจ้งว่าตอนส่งซ่อมครั้งแรก ศูนย์โทรหาคุณลูกค้าแต่ไม่ติดว่างั้น ผมก็ไม่ได้ติดใจอะไร ทิ้งเลนส์ไว้รอบที่ 2 หลังจากนั้น 2 เดือนต่อมา ผมก็ไม่ได้รับการติดต่อกลับจากทางร้านเช่นเดิม ต้องติดต่อสอบถามเอง จนทางร้านบอกว่า เลนส์มาแล้วนะ ให้ทางดูได้ที่ร้าน…ผมก็ไม่รอช้า รีบเข้าไปดูและทดสอบอีกรอบ ผลที่ได้รับคือ ไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงกับเลนส์เลย ยังคง Back focus เหมือนเดิม และทางศูนย์ก็ไม่ได้โทรศัพท์หาผมด้วย…ผมจึงตัดสินใจนำเลนส์กลับบ้าน เพราะรู้สึกทางร้านจะไม่ค่อยต้อนรับผมแล้ว

การส่งซ่อมเลนส์ครั้งที่ 3 : ผม FB พูดคุยกับทางร้านที่ซื้อว่า ผมจะต้องรีบใช้เลนส์ในการถ่ายงาน มีช่องทางอื่นไหมที่เร็ว และได้คุณภาพ ทางร้านแนะนำให้ผมไปส่งซ่อมที่ร้านขายกล้องร้านอื่น (เริ่มงง…) หรือไม่ก็จะหาช่างซ่อมเลนส์ในขอนแก่นให้ ทางร้านบอกเป็นนัยๆ ว่า คุณไปตายเอาดาบหน้าเถอะนะคะ ประมาณนั้น…เอาหน่า ไหนๆ ก็จะส่งครั้งที่ 3 ละ ลองส่งที่ร้านขายกล้องร้านอื่นดู สิ่งที่ผมได้รับก็คือ การต้อนรับด้วยความเห็นใจ และยินดีส่งเลนส์ซ่อมให้ฟรี และอธิบายอย่างละเอียดว่า ถ้าเลนส์ถึงศูนย์แล้วศูนย์อาจจะคิดค่าเปิดเลนส์ นะครับ ระยะเวลาผ่านไป 1 เดือน ผมได้รับการติดต่อจากทางร้านว่า ศูนย์จะซ่อมเลนส์โดยคิดค่าเปิดเลนส์ ราคา 4,200 บาท ลูกค้ายินดีซ่อมไหม? ผมเริ่มรู้สึกอุ่นใจแล้วว่า…เลนส์ผมถึงศูนย์แน่นอน ผมไม่กล้าคิดไปเองว่าการส่งเลนส์ใน 2 ครั้งแรกนั้น เลนส์ผมนอนเล่นอยู่ที่ร้าน….ไม่ได้ไปเที่ยวศูนย์เลย เพราะมันโหดร้ายเกินไปสำหรับคำว่า วินัยในการดูแลลูกค้า

สิ่งที่เป็นบทเรียนอันล้ำค่าในครั้งนี้ก็คือ ตัดสินใจซื้อเลนส์ประกันศูนย์ดีกว่า ครับ และอย่ารีบร้อนในการซื้อมากเกินไป ที่สำคัญอย่าตัดสินใจเพราะราคาถูกกว่าร้านอื่นๆ ที่สำคัญที่สุดก็คือ ในช่วงที่ผมรับงานถ่ายภาพ งานแต่งเยอะๆ ผมไม่ได้ใช้ประโยชน์จากเลนส์ตัวนี้เลย ด้วยเหตุผลข้างต้นที่ได้กล่าวมา….

ท้ายที่สุด คงไม่ได้โทษร้าน เพียงแต่อยากเล่าประสบการณ์ให้เพื่อนๆ ได้ถี่ถ้วนกับการซื้อของให้มากขึ้นเท่านั้นเอง แต่อย่างน้อยที่สุดมันก็ทำให้ผมรู้ว่า ต่อไปผมจะไปซื้อกล้องและเลนส์ที่ร้านไหนน่าเชื่อถือ และบริการหลังการขายที่ดีกว่า ลาก่อน…ร้านป้ายสีเขียว ณ ศูนย์การค้าชื่อดังฯ จังหวัดขอนแก่น